เรื่องใหญ่ของชีวิต... ที่มหาลัยไม่เคยบอกคุณ

บอร์ด ความรัก,เรื่องใหญ่ของชีวิตที่มหาลัยไม่เคยบอกคุณ ประสบการณ์ช.. โพสท์โดย ไก่อ้วน    อะแฮ่ม... ตั้งชื่อเรื่องให้ดูเก๋กู้ดชิกๆคูลๆ ไปแบบนั้นเองแหละครับ เพราะเอาเข้าจริงตัวผมเองก็จบมหาวิทยาลัยมานานนักหลักสิบปีอัพ #แก่จริง แต่ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะช่วงนี้ได้มีโอกาสไปทำงานเป็นอาจารย์พิเศษ ประกอบกับเป็นวิทยากรที่ได้คลุกคลีกับน้องๆที่เพิ่งจบจากมหาลัยอยู่ช่วงหนึ่งของชีวิต เลยคิดว่าควรจะเขียนถึงประเด็นนี้ทิ้งไว้ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับใครสักคนที่ได้เข้ามาอ่านในสิ่งที่ผมเขียนไว้ครับ  แหะๆ ... โลกโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กนั้นผ่านไปไว ไม่อยากเสียเวลาอารัมภบทนานกว่านี้ ลองมาอ่านกันเลยละกันนะครับว่ามีอะไรบ้าง :)1. สิ่งที่เราเรียนมา คือสิ่งที่เราต้องการหรือเปล่าวิชาทั้งหลายเราเรียนมาตั้งแต่เด็กๆ จนถึงมหาวิทยาลัย มันไม่เคยบอกเราเลยว่า เราต้องการอะไรในชีวิต และไอ้สิ่งที่เราเลือกเรียนอยู่นั้นมันคือเป้าหมายที่แท้จริงหรือเปล่า เรารู้ว่าเราเรียนแบบนี้น่าจะดี เราทำแบบนี้น่าจะใช่ เพราะผู้ใหญ่บอกมาว่าดี หางานง่าย คนอื่นก็เป็นตัวอย่างว่ามีชีวิตที่ดีแน่ๆ อนาคตไกล แต่บางทีเรียนไปจนใกล้จะจบแล้วก็ยังสงสัยว่า เราเรียนอะไรมากันแน่วะเนี่ย และมันดีกับชีวิตเราจริงๆหรือเปล่าคุณค่าของสิ่งที่เรียนมานั้นอาจจะเห็นเป็นตัวเลขพร้อมทศนิยมสองหลัก เพื่อบอกความมั่นใจและความเก่งกาจในการเรียนของเรา แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพักเกรดเฉลี่ยและผลการเรียนในทรานสคริปสีขาวใสนั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลย ยิ่งนานวันเข้า ยิ่งจะไม่มีใครเคยขอดูเกรดเราอีกต่อไป หนำซ้ำถ้าจบเกรดดีๆมา แล้วเสือกพลาดทำงานโง่ แม่มยิ่งกลายเป็นสิ่งที่สะทกสะท้อนให้ชีวิตเราท้อยิ่งกว่าเก่าอีกต่างหาก2. อนาคตในการทำงานของเราจะเป็นอย่างไรผลกระทบของข้อนี้เพิ่มเติมจากผลที่เกิดขึ้นในข้อแรก เมื่อรากฐานของเราง่อนแง่นจากความสงสัยว่า "เราต้องการอะไร" ไปแล้ว ทีนี้ต่อให้เรียนจบมาเรียบร้อย แต่ถ้าเราดันไม่ได้อยากทำสิ่งที่เราเรียนมาอีกต่อไป หรือถ้าเราได้ทำสิ่งที่เรียนมาแล้วพบว่าไอ้ที่กูเข้าใจว่าดีที่แท้แม่มไม่ใช่ แบบนี้เราจะเดินไปทางไหนกันต่อดีวะบางคนจบมาไม่มีงานทำต้องไปทำงานอื่น บางคนจบมาแล้วมัวแต่ตามหาความฝันจนไม่มีงานทำ และบางคนจบมาแล้วทำงานซ้ำๆเหมือนเดิมไปจนตาย คำถามสุดท้ายคงเป็นคำถามว่า "ทั้งหมดนี้คืออนาคตที่เราต้องการใช่หรือเปล่า"3. ความยุติธรรมไม่มีจริง แต่อุปสรรคที่มีจริงถ้าตั้งใจเรียน ตั้งใจอ่านหนังสือ ทำงานครบ ส่งโปรเจคส์ต่างๆ อย่างสุดความสามารถ อย่างไรผลสอบก็คงจะไม่น้อยจนน่าเสียใจแน่ๆ นั่นแหละ! ชีวิตการเรียนเป็นชีวิตสุดท้ายที่จะบอกว่า "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น" ทันทีที่เราเข้ามาทำงาน เราจะพบว่า "ความพยายามอยู่ไหนไม่รู้ ความสำเร็จ...อย่าถามกูละกัน" เพราะต่อให้เราพยายามแค่ไหน ถ้าสิ่งที่เราทำมันไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นต้องการ มันก็ไร้ค่าอยู่ดีแหละ เพราะชีวิตจริงล้วนมีแต่อุปสรรค และบางอุปสรรคต่อให้พยายามแค่ไหนก็ข้ามมันไปไม่ได้อยู่ดี4. ความผิดพลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้น เราต้องรับผิดชอบเองความผิดพลาดทั้งหมดในชีวิต มันไม่ใช่ความผิดของใคร เพราะทุกอย่างในชีวิตมันเกิดจากการกระทำของเราทั้งนั้น ที่เหตุการณ์ในทุกวันนี้เป็นอย่างที่เราเห็น มันเป็นเพราะเราทำเองทั้งหมด แต่เราล่ะเคยคิดที่จะยอมรับมันหรือไม่ หรือว่าเราติดนิสัยโยนความผิดให้คนอื่นเสียเคยชินจนลืมไปว่า เรานั่นแหละผิดที่สุดมีหัวหน้ามากมายที่บอกว่า ลูกน้องทุกคนไม่ดี มีคนทำงานมากมายที่เข้ากับเพื่อนร่วมงานในองค์กรไม่ได้ ด้วยเหตุผลที่ว่า คนรอบตัวพวกเขานั้นแย่ สังคมนั้นห่วย แต่พวกเขาไม่เคยย้อนกลับมาดูเลยว่า ที่คนทุกคนบนโลกนี้เข้ากับเขาไม่ได้นั้น มันเกิดจากตัวเขาเองเป็นคนกระทำมันทั้งสิ้น 5. ไอดอลผู้ประสบความสำเร็จไม่มีผลกับชีวิตเราในยุคที่คำคมล้นสังคมจนเกลื่อนกลาด และคนประสบความสำเร็จพบเจอได้มากกว่าคนกวาดถนน เราจะเห็นไอดอลเต็มไปหมด ซึ่งภาพที่เราเห็นคือภาพที่ยืนอยู่จุดสูงสุดเรียบร้อยแล้ว แต่กว่าคนๆหนึ่งจะมาถึงความสำเร็จในวันนี้ได้ เขาต้องผ่านความล้มเหลวมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เพียงแต่เขาไม่ได้มานั่งเล่าให้เราฟัง และเราก็ไม่เคยคิดจะฟังเขาเพราะว่ามันไม่ใช่สิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กมหาวิทยาลัยผู้กำลังมีไฟสักเท่าไรนักผมเชื่อว่า ไอดอลตัวจริงที่เราควรเคารพ ไม่ใช่ไอดอลที่ประสบความสำเร็จจากการกระทำของเขา แต่ควรเป็นคนที่เปลี่ยนชีวิตและความคิดของเราให้เป็นคนใหม่ที่ดีกว่าเก่ามากกว่านะ6. พรีเซนต์ตัวเองให้เป็นโลกนี้มีคนเก่งมากมาย แต่มีแค่บางคนที่กล้าจะแสดงความเก่งของตัวเองให้โลกเห็น ใครสักคนแม่มเคยพูดประโยคนี้กับผมไว้ เรามักขี้อายที่จะแสดงออกถึงความสามารถและความคิดของตัวเอง เพราะเรามองว่าความสามารถของเราเป็นสิ่งที่น่าอาย และถ้าโชว์โง่ไปเขาจะจำได้ แต่จริงๆแล้ว การกระทำเราไม่มีผลกับชีวิตใครทั้งนั้นหรอก เพราะทุกคนล้วนสนใจแต่ตัวเองดังนั้น สิ่งสำคัญที่เราต้องทำ คือ กล้าที่จะแสดงออกในความสามารถที่เรามี และกล้าที่จะแสดงออกว่าเราไม่รู้อะไร เราไม่เป็นอะไร ไม่ใช่พยายามที่จะรู้ เก่ง ฉลาด ในทุกๆเรื่อง แบบนั้นไม่ได้เรียกว่าพรีเซ้นต์ตัวเอง แต่มันถูกเรียกกันด้วยภาษาครื้นเครงว่า "อวดฉลาด" ซึ่งแปลตรงๆว่า "โง่"  7. ชีวิตที่ดี คือ ชีวิตที่เราอยากจะเป็นสังคม เพื่อนพ้อง ครอบครัว สิ่งแวดล้อมต่างๆ มักคอยบอกเราว่า "ชีวิตที่ดี" ที่เขาอยากให้เราเป็น หรือที่เขามองเห็นนั้นมันเป็นแบบไหน เมื่อฟังมากๆเข้า เรามักวิ่งตามเพราะได้ยินเสียงตะโกนบอกจากพวกเขาอยู่บ่อยๆ โดยที่ลืมฟังเสียงในใจของเราว่า จริงๆเราน่ะต้องการชีวิตแบบไหน ทุกวันนี้มีคนมากมายที่ประสบความสำเร็จตามสังคม แต่ชีวิตของเขากลับจมอยู่กับความทุกข์ นั่นเพราะเขาไม่เคยถามตัวเองเลยว่าสิ่งที่เขาต้องการคืออะไร เช่นเดียวกันกับคนมากมายที่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเขามัวแต่ไล่ตามความฝันและความต้องการของคนอื่นอยู่นั่นเองสิ่งที่เขียนทั้งหมดนี้ เป็นความคิดของผมเพียงคนเดียวเท่านั้น มันอาจจะผิดจากความคิดของคนอีกหลายคนบนโลกใบนี้ หรือมันอาจจะถูกต้องตรงใจคุณที่ได้เข้ามาอ่าน สุดท้ายแล้วมันก็คงแล้วแต่จริตและความคิดของคนทุกคนที่ได้อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ ... สวัสดีครับ :)